ต้นหูกวางในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่เคยผลิตาใบในปลายเดือนมกราคม มีการผลิตาเร็วขึ้นในเดือนธันวาคม นายสิริภูมิ   บุญนำมา   นางสาวณัฏฐภรณ์   ศรีทิพยวรรณ   นางสาววิณัฏชรินทร์  เกตุพันธ์  ชั้น ม.4   และ   ม. 6  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จึงสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลต่อช่วงเวลาในผลิตาใบ และการเปลี่ยนสีใบ  และขนาดใบของต้นหูกวางหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้พวกเขาทำการศึกษาวิจัย เรื่อง “ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อพัฒนาการของใบหูกวาง”  โดยมีนางทิพย์อาภา  ศรีวรางกูล  เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และ รศ. ดร. สมพงษ์ ธรรมถาวร  เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษา

DSC_0147

               การศึกษาดังกล่าวมุ่งหาความสัมพันธ์ของช่วงวันเริ่มผลิตาใบ และการเปลี่ยนสีใบของต้นหูกวางกับอุณหภูมิเฉลี่ย ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ โดยใช้วิธีการตรวจวัดปัจจัยดังกล่าวตามหลักวิธีดำเนินการมาตรฐานของโครงการ  GLOBE ของ  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์กัน     

               พื้นที่ศึกษามี 3 จุด ได้แก่ จุดที่ 1  บริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พิกัด 13°44/ 22.94//N,  100°32/ 88//E   จำนวน 6 ต้น  จุดที่ 2  พื้นที่เขตบางนา กรุงเทพฯ  พิกัด 13°40/ 38.96//N,  100°31/ 31//E  จำนวน 2 ต้น  และจุดที่ 3 อ.ปากเกร็ด  จ. นนทบุรี  พิกัด 13°44/ 22.94//N,  100°32/ 01//E  จำนวน  2  ต้น 

DSC_0135 (1)               คณะผู้วิจัยพบว่า  ช่วงวันเริ่มผลิตาใบ มีแนวโน้มเร็วขึ้น  เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยใกล้เคียงกันปริมาณน้ำฝนสะสมสูงขึ้นเล็กน้อย และความชื้นสัมพัทธ์ใกล้เคียงกัน จะเห็นได้ว่า ในช่วงเวลาเริ่มผลิตาใบของต้นหูกวางระหว่างปี พ.ศ. 2552 - 2556  นั้น มีสภาพภูมิอากาศ ใกล้เคียงกัน แต่ที่เปลี่ยนแปลงคือ ช่วงวันที่เร็วขึ้น ส่วนสีของใบ ปีที่อุณหภูมิสูง ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มเร็วกว่าช่วงที่อุณหภูมิต่ำกว่า น่าจะเป็นสัญญาณที่แสดงว่า ฤดูร้อนยาวนานขึ้น  

               ผลการวิจัย พบว่า ใบหูกวางที่ได้รับแสงมาก สีใบจะเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า และใบมีขนาดเล็ก ความหนาของใบน้อยกว่าใบที่อยู่ในสภาพความเข้มแสงต่ำกว่า นั่นคือใบจะแก่เร็วกว่าใบที่อยู่ในร่มเงา วันเริ่มผลิตาใบของต้นหูกวาง มีแนวโน้มเร็วขึ้นทุกปี น่าจะเป็นผลจากการที่อุณหภูมิสูงอย่างต่อเนื่อง

               พวกเขาเสนอแนะว่า การดำเนินการศึกษาวิจัย ควรทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นและการตอบสนองของพืชชนิดอื่นในบริเวณต่างๆและเปรียบเทียบกัน จะทำให้ได้ทราบถึงผลของการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่มีต่อพืช เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นและของโลก   

               กิจกรรมในงานวิจัยนี้ เชื่อมโยงกับกระบวนการเรียนรู้แบบ “สะเต็มศึกษา”  ดังนี้  วิทยาศาสตร์ (Science) ใช้ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และวิธีการเก็บข้อมูลงานวิจัย  วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) สร้างและดัดแปลงบันได นั่งร้านสำหรับขึ้นไปเทียบสีใบ  คณิตศาสตร์ (Mathematics)  การทำสถิติ  ทำตารางแสดงผลเป็นตัวเลข  และใช้กราฟแสดงผล  เทคโนโลยี  (Technology) ออกแบบการทำงานวิจัยให้เหมาะสม  และการใช้กล้องดิจิทัล

DSC_0099               นางทิพย์อาภา  ศรีวรางกูล อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นความรับผิดชอบของทุกคน ดังนั้นในฐานะครูจึงได้พยายามให้นักเรียนได้เรียนรู้ และสังเกต จดบันทึกสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ซึ่งจะนำไปสู่ความตระหนัก ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

               นางสาวณัฏฐภรณ์  ศรีทิพยวรรณ เล่าว่า  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีชมรมโลกทั้งระบบที่ ได้ให้สมาชิกชมรมไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และมีการเก็บต่อเนื่องกันมา 4 ปี คือตั้งแต่ปี 2552 ตนเองจึงคิดจุดประกายขึ้นว่า ควรนำข้อมูลเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่รอบตัว ผนวกกับโรงเรียนมีไม้ยืนต้นอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละต้นมีอายุมากแล้ว โดยเฉพาะต้นหูกวาง จึงมีการสังเกตการณ์ เฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ชนิดนี้มาตลอด แล้วพบว่ามีการเปลี่ยนไปของสีใบอย่างชัดเจน จึงเกิดความคิดทำการวิจัยนี้ขึ้นมา

               “อยากให้สังคมตระหนักถึงสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีบางช่วงที่สภาพอากาศไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช เช่น อุณหภูมิสูงๆ ทำให้พืชบางชนิดเกิดการเฉาตาย อยากให้ทุกคนช่วยกันหยุดภาวะโลกร้อน” 

               ล่าสุด ผลงานนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 จากการประชุมนำเสนอผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ระดับโรงเรียน ประจำปี 2557 จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

Comment

Comment:

Tweet