ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข สานความสุขสู่สังคม  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


             รากไม้โกงกางที่โค้งเกี่ยวสานกันไปมาจนดูแน่นขนัด เป็นภาพที่เรามองเห็นได้ตลอดเส้นทางการศึกษาธรรมชาติของป่าชายเลนภายในศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ต.ปากน้ำปราณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต้นโกงกางทุกต้นต่างเติบโตร่วมกันท่ามกลางพื้นที่ป่าชายเลนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ เพื่อช่วยกันเหนี่ยวยึดพื้นเลนให้สู้ทนต่อแรงลมและคลื่นทะเล ยิ่งทำให้รากครอบคลุมพื้นเลนได้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งส่งผลให้มีสิ่งมีชีวิตมากมายได้ใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งหลบภัยได้มากเท่านั้นทั้งยังบ่มเพาะสิ่งมีชีวิตเกิดใหม่จนเป็นแหล่งอนุบาลชั้นเยี่ยมของบรรดาสัตว์น้ำหลากชนิด

3 (19)

             วารสารสานสุขฉบับนี้จึงขอเอาใจแฟนๆ ที่ชื่นชอบเรื่องราวของชีวิตสัตว์ต่างๆ ในธรรมชาติเป็นทุนเดิม มารู้จักกับสัตว์ที่หากิน เติบโต และดำรงชีวิตอยู่อย่างพึ่งพากันในป่าชายเลนของศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ป่าชายเลนที่พลิกฟื้นจากนากุ้งร้างจนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนที่สำคัญของไทยในปัจจุบัน ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระราชทานนามศูนย์ฯ แห่งนี้ว่า ‘สินีนาถราชินี’ อันมีความหมายว่า ‘ที่พึ่งพิงอันกว้างใหญ่ไพศาล’ เป็นที่พึ่งพิงอันร่มเย็นแก่สัตว์น้อยใหญ่ในป่าชายเลน รวมถึงชาวปากน้ำปราณและคนไทยทั่วประเทศที่ได้รับประโยชน์จากป่าชายเลนในด้านต่างๆ จนถึงปัจจุบัน เอาล่ะ คราวนี้ มาลองดูกันว่า ภายใต้ร่มเงาของที่พึ่งพิงอันอบอุ่นเสมือนบ้านหลังใหญ่ในศูนย์ฯ สิรินาถ จะมีสัตว์ชนิดใดอยู่ในระบบนิเวศนี้ให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง

3 (31)

ปลาตีน : อัศจรรย์ปลาเดินได้              เป็นปลาที่มีการปรับตัวทางโครงสร้างและสรีระหลายอย่างจนสามารถอาศัยอยู่บนบกได้เป็นเวลานาน มีครีบอกอันแข็งแรงและแผ่ขยายใหญ่ใช้คลานขณะอยู่บนบกได้ดี ปลาตีนมีอยู่หลายชนิดและขนาดแตกต่างกัน หัวขนาดใหญ่ ตาโตหมุนได้ 360 องศา  จึงมองได้รอบทิศทาง ลำตัวเรียวเล็กลงไปทางหาง ปลาตีนกินกุ้ง ปู และหนอกตามหาดโคลนเป็นอาหาร

ตัวเหี้ย : เทศบาลกำจัดซาก              มีชื่อสามัญว่า water monitor คนไทยมักเรียกชื่อที่เข้าหูและไพเราะกว่าเดิมว่า ‘ตัวเงินตัวทอง’ มีรูปร่างดูคล้ายกิ้งก่าขนาดใหญ่ปลายลิ้นแยกเป็นสองแฉกคล้ายงู ใช้สำหรับรับกลิ่นต่างๆ รอบตัวมีลายดอกสีเหลืองข้างลำตัว ชอบอาศัยอยู่บริเวณใกล้แหล่งน้ำ ว่ายน้ำเก่งและดำน้ำได้นาน หากตกใจหรือศัตรู มักจะหนีลงน้ำไปอย่างรวดเร็ว ชอบหากินของเน่าเปื่อย เศษซากอาหาร แต่บางครั้งก็จะกินสัตว์เป็นๆ เช่น ไก่ หรือเป็ดที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ ทำให้คนโบราณไม่ชื่นชอบนัก และเป็นที่มาของชื่อของมัน

นกกินเปี้ยว : มัจจุราชเปี้ยว              เป็นนกกระเต็นชนิดหนึ่ง ตัวยาวประมาณ 25 เซนติเมตร มีปากหนาสีดำปลายแหลม ดูใหญ่ไม่สมตัว ลำตัวสีน้ำเงินเขียว คอและใต้ท้องสีขาว  กินปูเปี้ยวและปลาเป็นอาหาร สามารถบินข้ามปูบนพื้นเลนอย่างรวดเร็ว และค่อยๆ กลืนปูเปี้ยวทั้งตัวลงท้องบนกิ่งไม้ พบบริเวณชายฝั่งทะเลทางภาคใต้และภาคตะวันออกบริเวณป่าโกงกางหรือป่าพรุ รวมถึงบริเวณริมแม่น้ำใหญ่ๆด้วย

3 (33)

นกยาง : นกนักลุยน้ำ              เป็นนกที่มีขายาว ปากยาว ขนลำตัวส่วนใหญ่สีขาว มีอยู่หลายชนิดที่พบเห็นได้ทั่วไป ได้แก่ นกยางเปีย นกยางทะเล นกยางโทน นกเหล่านี้มักอาศัยอยู่ตามป่าชายเลนหรือบึง ใกล้แหล่งน้ำ ทำรังอยู่บนต้นไม้ด้วยกิ่งไม้แห้ง กินกุ้ง หอย ปู ปลา เป็นอาหาร นับเป็นนกในกลุ่มนกลุยน้ำ ชอบเยื้องย่างไปตามน้ำตื้น แล้วใช้ปากจิกเหยื่อที่อยู่ในน้ำนั่นเอง

หอยขี้นก : ที่หลบภัยของปูเสฉวน              เรียกอีกชื่อว่า หอยขี้กา เป็นหอยกาบเดี่ยวขนาดยาวประมาณ 4 เซนติเมตร เปลือกเวียนเป็นเกลียวรูปเจดีย์ พบเกาะอยู่ตามรากต้นโกงกาง หรือคลานอยู่ตามพื้นป่า เมื่อหอยเหล่านี้ตายลงเปลือกจะเป็นที่อยู่อาศัยของลูกปูเสฉวนขนาดเล็ก

ปูแสม : ตัวช่วยวัดระดับน้ำ              หรือปูเค็มที่ถูกมนุษย์จับมาดอง มีกระดองเป็นรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมด้วยขนสั้น ก้ามขนาดใหญ่แข็งแรงสีบานเย็นอมม่วง ชอบขุดรู อาศัยอยู่ตามพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นดิน แต่ในช่วงน้ำทะเลขึ้น มักจะเกาะกันอยู่เป็นกระจุกตามต้นแสม กินเศษอินทรีย์และใบไม้ร่วงหล่นเป็นอาหาร ชาวประมงท้องถิ่นมักคำนวณว่าระดับน้ำทะเลคืนนี้จะสูงแค่ไหนด้วยการสังเกตการณ์เกาะของปูแสมเป็นตัวชี้วัด โดยวัดจากปูแสมตัวล่างสุดราวๆ 1 คืบผู้ใหญ่ลงมา นั่นคือ ระดับน้ำทะเลสูงสุดในคืนนั้น ปูแสมมีหลายชนิด เช่น ปูแสมก้ามยาว ปูแสมก้ามแดง เป็นต้น

3 (21)

ปูเปี้ยว : ปูผู้แทน              เป็นปูขนาดเล็กที่เรียกความสนใจจากผู้พบเห็นมากที่สุด มีลักษณะเด่นที่ก้ามข้างหนึ่งขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายดาบใช้โบกพัดแสดงความเป็นเจ้าของอาณาเขต จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘ปูก้ามดาบ’ แต่ก็ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก บางท้องถิ่นเรียกว่า ‘ปูเปี้ยว’ เพราะว่ากันว่าหากจับมากินจะมีรสเปรี้ยว ทางภาคใต้เรียกว่า ‘ปูโนรา’ ตามพฤติกรรมที่ชอบโบกก้ามข้างใหญ่ไปมาดูคล้ายท่ารำโนราห์ บ้างก็เรียกว่า ‘ปูผู้แทน’ เพราะลักษณะของการยกก้ามข้างใหญ่ของตัวผู้นั้น คล้ายคลึงกับการยกมือออกเสียงของบรรดานักการเมืองในสภาฯ ปูเปี้ยวมีหลายชนิด อาทิ ปูเปี้ยวปากคีบ ปูเปี้ยวก้ามขาว ปูเปี้ยวขาแดง ปูเปี้ยวก้ามยาว และปูเปี้ยวก้ามแบน เป็นต้น

20101012_601732152

             เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน ยังมีอีกหลายชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ ณ ดินแดงของที่พึ่งพิงอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ที่ชื่อว่า ‘ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี’ ดินแดนที่สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจของ ปตท. ที่มุ่งหวังฟื้นนากุ้งร้างให้กลายเป็น ‘บ้านของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน’ และเป็น ‘บ้านแห่งการเรียนรู้’ ด้านอนุรักษ์ป่าชายเลนแด่เยาวชนไทยสืบไป

01

          วันอาสาฬหบูชา   ตรงกับ วันเพ็ญ เดือน ๘ ก่อนปุริมพรรษา (ปุริมพรรษาเริ่ม ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ในปีที่ไม่มีอธิกมาสเป็นต้นไป ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑) ๑ วัน  เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ เทศน์กัณฑ์แรก ชื่อว่า  ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมือง พาราณสี ในปีแรกที่ทรงตรัสรู้และเพราะผลของพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้เป็นเหตุให้ท่าน พระโกณฑัญญะในจำนวนพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค หรือ โสดาปัตติมรรคญาณ คือญาณที่ทำให้สำเร็จเป็นโสดาบัน) ดวงตาเห็นธรรม คือ ปัญญา รู้เห็นความจริงว่า สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไป เป็นธรรมดา แล้วขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระองค์ เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกของ พระพุทธศาสนา ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 

02 พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 

          ในเมื่อวันนี้ของทุกๆ ปี เวียนมาถึงพุทธศาสนิกชน จึงนิยมทำการบูชาเป็นพิเศษ และ พุทธศาสนิกชนในที่บางแห่ง ยังตั้งชื่อวันอาสาฬหบูชานี้ว่า "วันพระสงฆ์"

       อาสาฬหะ คือ เดือน ๘ อาสาฬหบูชา คือ การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๘ ความสำคัญ ของวันเพ็ญเดือน ๘ นี้ มีอยู่อย่างไร จะได้นำพุทธประวัติตอนหนึ่งมาเล่าต่อไปนี้   นับแต่วันที่สมเด็จพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ คือ ในวันเพ็ญเดือน ๖ พระองค์ประทับเสวยวิ มุตติสุขในบริเวณโพธิมัณฑ์นั้น ตลอด ๗ สัปดาห์ คือ 

เทียนฟ้า  สัปดาห์ที่ ๑   คงประทับอยู่ที่ควงไม้อสัตถะอันเป็นไม้มหาโพธิ์ เพราะเป็นที่ตรัสรู้ ทรงใช้ เวลาพิจรณาปฏิจจสมุปปาทธรรมทบทวนอยู่ตลอด ๗ วัน

เทียนฟ้า  สัปดาห์ที่ ๒   เสด็จไปทางทิศอีสานของต้นโพธิ์ ประทับยืนกลางแจ้งเพ่งดูไม้มหาโพธิ์โดย ไม่กระพริบพระเนตรอยู่ในที่แห่งเดียวจนตลอด ๗ วัน ที่ที่ประทับยืนนั้นปรากฎเรียกในภายหลังว่า "อนิสิมสสเจดีย์"

เทียนฟ้า  สัปดาห์ที่ ๓   เสด็จไปประทับอยู่ในที่กึ่งกลางระหว่างอนิมิสสเจดีย์ กับต้นมหาโพธิ์แล้วทรง จงกรมอยู่ ณ ที่ตรงนั้นตลอด ๗ วัน ซึ่งต่อมาเรียกที่ตรงนั้นว่า "จงกรมเจดีย์"

เทียนฟ้า  สัปดาห์ที่ ๔ เสด็จไปทางทิศพายัพของต้นมหาโพธิ์ ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิ ธรรมอยู่ตลอด ๗ วัน ที่ประทับขัดสมาธิเพชร ต่อมาเรียกว่า"รัตนฆรเจดีย์"

เทียนฟ้า  สัปดาห์ที่ ๕   เสด็จไปทางทิศบูรพาของต้นมหาโพธิ์ประทับ ที่ควงไม้ไทรชื่ออชาปาลนิโครธ อยู่ ตลอด ๗ วัน ในระหว่างนั้น ทรงแก้ปัญหาของพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งทูลถามในเรื่องความเป็นพราหมณ์

เทียนฟ้า  สัปดาห์ที่ ๖  เสด็จไปทางทิศอาคเนย์ของต้นมหาโพธิ์ ประทับที่ควงไม้จิกเสวยวิมุตติสุขอยู่ ตลอด ๗ วัน ฝนตกพรำตลอดเวลา พญานาคมาวงขดล้อมพระองค์ และแผ่พังพานบังฝนให้พระองค์ ทรงเปล่งพระอุทานสรรเสริญความสงัด และความไม่เบียดเบียนกันว่าเป็นสุขในโลก

เทียนฟ้า  สัปดาห์ที่ ๗  เสด็จย้ายสถานที่ไปทางทิศใต้ของต้นมหาโพธิ์ ประทับที่ควงไม้เกดเสวยวิมุตติ สุขตลอด ๗ วัน มีพาณิช ๒ คน ชื่อ ตปุสสะ กับ ภัลลิกะ  เดินทางจากอุกกลชนบทมาถึงที่นั้น ได้เห็นพระพุทธองค์ประทับอยู่  จึงนำข้าวสัตตุผงข้าวสัตตุก้อน  ซึ่งเป็นเสบียงกรังของตนเข้าไปถวายพระองค์ทรงรับเสวยเสร็จแล้ว  สองพาณิชก็ประกาศตนเป็นอุบาสก  นับเป็นอุบาสกคู่แรกในประวัติกาล  ทรงพิจารณาสัตว์โลกเมื่อล่วงสัปดาห์ที่ ๗ แล้ว   พระองค์เสด็จกล